ธรรมมะ

บทนำ

 

๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว[๑] เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีความใกล้ชิดกันมายาวนาน ทั้งด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี จะเห็นได้ว่าคนลาวทางภาคเหนือนั้นมีรูปลักษณ์และผิวพรรณใกล้เคียงกับคนไทยภาคเหนือ ส่วนคนลาวภาคกลางลงมาถึงภาคใต้นั้น มีลักษณะคล้ายคนไทยภาคอีสาน โดยเฉพาะภาษาพูดที่คล้ายกันมาก ทำให้สื่อสารกันได้ไม่ยากนัก ประชาชนลาวนั้นยังยึดมั่นในศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจำชาติ จนกลายเป็นแบบแผนวิถีชีวิตประจำวัน ยามเช้าจะพบเห็นชาวบ้านมารอใส่บาตร และขอพรจากพระสงฆ์ที่เดินเรียงต่อกันเป็นทิวยาวนับร้อยรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หลวงพระบาง[๒]เนื่องจากลาวเป็นประเทศที่เก่าแก่ มีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมายาวนาน และยึดมั่นที่จะรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของตนเอาไว้ ทำให้ลาวเป็นดินแดนน่าประทับใจและน่ามาเยือน รวมทั้งบ้านเมืองยังคงสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม (Colonialism) และอัธยาศัยไมตรีที่เต็มไปด้วยความจริงใจและน้ำใจจึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศลาวในปัจจุบันเป็นเบื้องต้นพอสังเขป[๓] ดังนี้

  • เมืองหลวง : เวียงจันทน์
  • ภาษาราชการ : ลาว
  • รัฐบาล : รัฐคอมมิวนิสต์
  • ประธานประเทศ : จูมมะลี ไซยะสอน
  • นายกรัฐมนตรี : บัวสอน บุบผาวัน
  • ประกาศเอกราช : จากฝรั่งเศส ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๒
  • พื้นที่ : ๒๓๖,๘๐๐ ตารางกิโลเมตร (อันดับที่ ๘๑)
  • ประชากร : ๕,๙๒๔,๐๐๐ (อันดับที่ ๑๐๓)
  • สัดส่วนประชากร : ลาวลุ่ม (๕๖%), ลาวเทิง (๓๔%), ลาวสูง (๙%)
  • สกุลเงิน : กีบ
  • ศาสนา : พุทธเถรวาท (ร้อยละ ๙๐)
  • ดอกไม้ประจำชาติ : ดอกจำปา (ดอกลั่นทม)

ประเทศลาวถือเป็นประเทศพี่น้องกับไทย[๔] มีวัฒนธรรมที่ไม่แตกต่างกันนัก เนื่องจากเคยเป็นพี่น้องกันมาแต่โบราณ ที่อพยพมาจากจีน เมื่อตอนอยู่ในอาณาจักรอ้ายลาว เมื่อประมาณ พ.ศ. ๖๑๒ ก็ได้นับถือพุทธศาสนาแบบมหายานมาก่อน เมื่อถูกจีนรุกราน จึงได้อพยพมาอยู่ในเมืองล้านช้างประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๐ ก็กลับมาเป็นนับถือผีสางเทวดาดังเดิมอีก ต่อมาเมื่อเจ้าสุวรรณคำผงขึ้นเสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๕-๑๘๙๖ ทรงมีพระ โอรส ๖ พระองค์ ใน ๖ พระองค์นั้น เจ้าฟ้างุ้มมีลักษณะผิดแผกจากพระโอรสองค์อื่น คือมีฟันและลิ้นเป็นสีดำ โหรทำนายว่าเป็นกาลกินีจึงได้นำไปลอยแพ บังเอิญแพได้มาถึงเมืองขอม (กัมพุชา) ได้รับการเลี้ยงดูจากพระมหาปาสมันตเถระ ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในราชสำนักของพระเจ้าอินทปัตถ์ และได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระเจ้าอินทปัตถ์ พระนามว่า พระนางแก้วยอดฟ้า (ฟ้าหญิงคำหยาด) ต่อมาบิดาให้ไปตีเมืองล้านช้าง และสามารถยึดเมืองล้านช้างได้ในปี พ.ศ. ๑๘๙๖ แล้วขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๓ ของราชวงศ์ล้านช้าง ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี แผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง พุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรล้านช้างในยุคนี้ กล่าวคือพระนางแก้วยอดฟ้าพระมเหสีผู้ทรงเคยนับถือพุทธศาสนามาก่อน เมื่อครั้งอยู่ในเมืองขอมทรงเห็นประชาชนนับถือผีสางเทวดา และฆ่าสัตว์บูชาเซ่นสรวง จึงได้ทูลขอให้พระเจ้าฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านชัาง พระเจ้าฟ้างุ้มทรงเห็นด้วย จึงให้ทูตไป ทูลขอนิมนต์พระสงฆ์เขมรเข้ามาเผยแผ่ในประเทศลาว และพระนางยังได้ขอร้องทางเขมรได้จัดส่งพระสงฆ์มาประกาศศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งมีพระมหาปาสามานเจ้าเป็นประมุข เข้ามาเผยแผ่ในล้านช้าง

พระพุทธศาสนาจึงได้เผยแผ่มาสู่ประเทศลาว และได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจากพระเจ้าฟ้างุ้ม เนื่องจากพระเจ้าฟ้างุ้มเคยได้รับอุปการะจากพระมหาปาสามานเถระเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ด้วย พระมหาปาสามานเถระและคณะได้เดินทางออกจากเมืองกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๒ ไปตามลำดับจนถึงเมืองแกพร้อมกับนำเอาพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ชื่อ พระบาง และพระไตรปิฎกไปด้วยเพื่อที่จะถวายแก่พระเจ้าฟ้างุ้ม เมื่อคณะสงฆ์เดินทางมาถึงเวียงจันทน์ เจ้าเมืองจันทน์ได้นิมนต์พักสมโภชพระบางอยู่ ๓ คืน ๓ วัน แล้วคณะสงฆ์ก็เดินทางต่อไปยังเวียงคำ อาราธนาพระเถระไปในเมือง ประชาชนได้มาสมโภชนพระบางกัน ๓ คืน ๓วัน ครั้นจะเดินทางต่างปรากฏว่าพระพุทธรูปไม่สามารถยกไปได้ จึงเสี่ยงทายว่าเทวดาอารักษ์คงปรารถนาจะให้พระบางอยู่ที่เวียงคำพระเถระและผู้ติดตาม ได้มีเดินทางไปยังเมืองเชียงทอง ครั้งถึงเชียงทอง ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าฟ้างุ้มและพระมเหสี พระเถระและคณะจึงได้เผยแผ่พุทธศาสนาในลาวจนเจริญรุ่งเรืองประดิษฐานมั่นคงสืบมา

ลาวกำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและมีพระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับในอดีตของประเทศไทย(รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันมิได้กำหนดว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งขณะนี้องค์กรพระพุทธศาสนาหลายองค์กรกำลังเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ระบุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติให้ชัดเจน)

มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประมุข คล้ายกับมหาเถรสมาคมในไทยสมเด็จพระสังฆราชประเทศลาว มีหน้าที่ปกครองเจ้าคณะแขวงทั้งหลายในพระราชอาณาจักร เป็นผู้ถูกเลือกจากจำนวนพระภิกษุ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการราชการเป็นผู้เสนอ การเลือกตั้งก็ทำเป็นตัวหนังสือใส่ซองปิดและประทับตราครั่ง โดยให้เจ้าแขวงทั้งหลายเป็นผู้นำส่งเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ โดยการตั้งสมเด็จพระสังฆราชออกเป็นพระราชโองการตามคำเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีความแตกต่างกับประเทศไทย คือ การตั้งสมเด็จพระสังฆราชของไทย พระมหากษัตริย์จะทรงพิจารณาเลือกเองโดยตรงกฎหมายของสงฆ์ประเทศลาว พ.ศ.๒๕๐๒ เห็นชอบโดยเจ้าศรีสว่างวงศ์ของลาว มีความคล้ายคลึงเช่นเดียวกับประเทศไทย ในเรื่องต่างๆ เช่น การกำหนดสมณศักดิ์โดยมีการกำหนดไว้ดังนี้   พระยอดแก้ว (เทียบสมเด็จพระสังฆราช)   พระลูกแก้ว (สมเด็จพระราชาคณะ)

พระหลักดำ (พระราชาคณะ)  พระครู   พระซา  พระสมเด็จ

นอกจากนี้ยังกำหนดตำแหน่งสงฆ์เป็นชั้นๆ ดังนี้   สมเด็จพระสังฆราช   เจ้าคณะแขวง (เทียบเท่าจังหวัดของไทย)  เจ้าคณะไทย (เทียบเท่าอำเภอ)  เจ้าคณะดาแสง (เทียบตำบล)

การศึกษาของพระสงฆ์ในประเทศลาวมีความคล้ายคลึงกับการศึกษาของพระสงฆ์ในประเทศไทยอย่างมาก ในหลายด้าน ทั้งด้านวิธีการเรียนการสอน สถาบันศึกษาทางด้านศาสนา เนื่องจากพระเถระลาวส่วนมากได้รับการศึกษาด้านศาสนาศึกษาจากไทย จึงจัดวางการศึกษาตามแบบไทย คือ มีการเรียนภาษาบาลี แบ่งเป็นประโยค ๓ ถึงประโยค ๙ เหมือนกันต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีการวางระบบการเรียนเป็นขั้นๆ ดังนี้

ขั้นประถมบาลี (เตรียมประถม, ประถมตรี, ประถมโท, ประถมเอก เท่ากับประโยค ๓)

ขั้นมัธยมบาลี (มัธยมตรี-โท-เอก เท่ากับ ประโยค ๔-๕-๖)

ขั้นอุดมบาลีบริบูรณ์ (มีขั้นเตรียมมหาวิทยาลัย แล้วเข้าโรงเรียนบาลีชั้นสูง แบ่งออกเป็น อุดมตรี-โท-เอก เท่ากับประโยค ๗-๘-๙ ตามลำดับ)

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๗ รัฐบาลได้ปรับปรุงการศึกษาของพระสงฆ์ให้เข้ากับการศึกษาของคฤหัสถ์ คือ แบ่งเป็น ๓ ขั้นดังนี้

๑. ประถมศึกษา ๖ ปี (ตอนต้น ๓ ปี และตอนปลาย ๓ ปี)   ๒. มัธยมศึกษา ๔ ปี

๓. สถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนา ๓ ปี (การศึกษา ขั้นประถม และมัธยมของพระสงฆ์อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงธรรมการ ส่วนขั้นสูง คือ สถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ)สำหรับสถาบันทางการศึกษาพระพุทธศาสนาของลาวนั้น มีสถานที่ศึกษาพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับ มหาจุฬาฯ, มหามงกุฏฯ ของไทย ตั้งอยู่ที่วัดองตื้อมหาวิหาร ผู้ที่เรียนจบสถาบันจะได้รับประกาศนียบัตรของกระทรวงศึกษาธิการและมีสิทธิได้รับเรียกชื่อว่า “มหา” หลักสูตรที่เรียนมีทั้งพระปริยัติ

ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่ศึกษาถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศลาว และอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อประเทศลาวในด้านต่าง ๆ

 

๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย

๑.๒.๑   เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศลาว

๑.๒.๒  เพื่อศึกษาอิทธิพลของพระพุทธศาสนา ที่มีต่อประเทศลาว ในด้าน ต่าง ๆ

 

๑.๓ ขอบเขตของการศึกษาวิจัย

ขอบเขตด้านเนื้อหา    ศึกษาเกี่ยวกับกำเนิด พัฒนาการตลอดจนถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่

ประเพณี วัฒนธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาทประเทศลาว อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อประเทศต่างๆนี้เป็นงานศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร  ศึกษาถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้แล้วตั้งแต่ตอนต้น

การศึกษามุ่งค้นคว้าจากพระไตรปิฎกฉบับของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและจากแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่มีความน่าเชื่อถือ โดยแหล่งที่มาของข้อมูลหลักได้อ้างอิงจากหนังสือที่เป็นผลงานของผู้เขียนที่มีความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี

 

๑.๔  ปัญหาที่ต้องการทราบ

๑.๔.๑  ต้องการทราบว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศลาวเป็นอย่างไร

๑.๔.๒ ต้องการทราบว่าอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อประเทศลาวในด้าน ต่าง ๆ เป็นอย่างไร

 

๑.๕ วิธีดำเนินการศึกษาวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative  Research)โดยมีขั้นตอนการวิจัยดังต่อไปนี้

๑.๕.๑ ข้อมูลด้านเอกสาร

๑.รวบรวมข้อมูลชั้นปฐมภูมิ (Primary  Sources ) คือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย   ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนที่เกี่ยวกับ การเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศลาว

๒. รวบรวมข้อมูลจากเอกสารชั้นทุติยภูมิ (Secondary Source) คือ อรรถกถา  ปกรณ์วิเสส  วิทยานิพนธ์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง   เอกสาร หนังสือ  ตำรา  วารสาร ที่มีเนื้อหาสอดคล้องเกี่ยวกับหัวข้อที่ทำการวิจัย

 

๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑.๖.๑  ได้ทราบถึงพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศลาว

๑.๖.๒  ได้ทราบถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อประเทศลาวในด้าน ต่าง ๆ

 

 


บทที่ ๒

 


พระพุทธศาสนาในประเทศลาว

 

๒.๑  ความเป็นมา

ประเทศลาวถือเป็นประเทศพี่น้องกับไทย มีวัฒนธรรมที่ไม่แตกต่างกันนัก เนื่องจากเคยเป็นพี่น้องกันมาแต่โบราณ ที่อพยพมาจากจีน เมื่อตอนอยู่ในอาณาจักรอ้ายลาว เมื่อประมาณ พ.ศ. ๖๑๒ ก็ได้นับถือพุทธศาสนาแบบมหายานมาก่อน เมื่อถูกจีนรุกราน จึงได้อพยพมาอยู่ในเมืองล้านช้างประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๐ ก็กลับมาเป็นนับถือผีสางเทวดาดังเดิมอีก  ต่อมาเมื่อเจ้าสุวรรณคำผงขึ้นเสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๕-๑๘๙๖ ทรงมีพระ โอรส ๖ พระองค์ ใน ๖ พระองค์นั้น เจ้าฟ้างุ้มมีลักษณะผิดแผกจากพระโอรสองค์อื่น คือมีฟันและลิ้นเป็นสีดำ โหรทำนายว่าเป็นกาลกินีจึงได้นำไปลอยแพ บังเอิญแพได้มาถึงเมืองขอม (กัมพุชา) ได้รับการเลี้ยงดูจากพระมหาปาสมันตเถระ ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในราชสำนักของพระเจ้าอินทปัตถ์ และได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระเจ้าอินทปัตถ์ พระนามว่า พระนางแก้วยอดฟ้า (ฟ้าหญิงคำหยาด) ต่อมาบิดาให้ไปตีเมืองล้านช้าง และสามารถยึดเมืองล้านช้างได้ในปี พ.ศ. ๑๘๙๖ แล้วขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๓ ของราชวงศ์ล้านช้าง ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี แผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง[๕]

 

๒.๒  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศลาว

 

พุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรล้านช้างในยุคนี้ กล่าวคือ พระนางแก้วยอดฟ้าพระมเหสีผู้ทรงเคยนับถือพุทธศาสนามาก่อน เมื่อครั้งอยู่ในเมืองขอมทรงเห็นประชาชนนับถือผีสางเทวดา และฆ่าสัตว์บูชาเซ่นสรวง จึงได้ทูลขอให้พระเจ้าฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านชัาง พระเจ้าฟ้างุ้มทรงเห็นด้วย จึงให้ทูตไป ทูลขอนิมนต์พระสงฆ์เขมรเข้ามาเผยแผ่ในประเทศลาว และพระนางยังได้ขอร้องทางเขมรได้จัดส่งพระสงฆ์มาประกาศศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งมีพระมหาปาสามานเจ้าเป็นประมุข เข้ามาเผยแผ่ในล้านช้าง

 

 

 

พระพุทธศาสนาจึงได้เผยแผ่มาสู่ประเทศลาว และได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจากพระเจ้าฟ้างุ้ม เนื่องจากพระเจ้าฟ้างุ้มเคยได้รับอุปการะจากพระมหาปาสามานเถระเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ด้วย พระมหาปาสามานเถระและคณะได้เดินทางออกจากเมืองกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๒ ไปตามลำดับจนถึงเมืองแกพร้อมกับนำเอาพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ชื่อ พระบาง และพระไตรปิฎกไปด้วยเพื่อที่จะถวายแก่พระเจ้าฟ้างุ้ม เมื่อคณะสงฆ์เดินทางมาถึงเวียงจันทน์ เจ้าเมืองจันทน์ได้นิมนต์พักสมโภชพระบางอยู่ ๓ คืน ๓ วัน แล้วคณะสงฆ์ก็เดินทางต่อไปยังเวียงคำ อาราธนาพระเถระไปในเมือง ประชาชนได้มาสมโภชนพระบางกัน ๓ คืน ๓วัน ครั้นจะเดินทางต่างปรากฏว่าพระพุทธรูปไม่สามารถยกไปได้จึงเสี่ยงทายว่า เทวดาอารักษ์คงปรารถนาจะให้พระบางอยู่ที่เวียงคำพระเถระและผู้ติดตาม ได้มีเดินทางไปยังเมืองเชียงทอง ครั้งถึงเชียงทอง ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าฟ้างุ้มและพระมเหสี พระเถระและคณะจึงได้เผยแผ่พุทธศาสนาในลาวจนเจริญรุ่งเรืองประดิษฐานมั่นคงสืบมา

รัชสมัยของพระเจ้าฟ้างุ่มนั้นเต็มไปด้วยศึกสงคราม ทำให้ชาวลาวที่มีนิสัยรักสงบเกิดความเบื่อหน่าย จนในที่สุดพร้อมใจกันขับพระเจ้าฟ้างุ่มออกจากราชสมบัติ และอภิเษกพระราชโอรสทรงพระนามว่า “พญาสามแสนไท” ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และพระองค์ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทำให้มีการจัดระเบียบบ้านเมืองตามแบบแผนวิธีการที่ได้รับจากประเทศไทยเป็นอันมาก ในด้านการพระพุทธศาสนา พญาสามแสนไททรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เช่นทรงสร้างวัดมโนรมย์ วัดอุโบสถ หอสมุด โรงเรียนปริยัติธรรม เป็นต้น และทรงเจริญพระราชไตรีกับทางกรุงศรีอยุธยา ตลอดจนถึงกัมพูชา เวียดนาม ซึ่งถือได้ว่าในสมัยนี้เป็นสมัยแห่งการจัดสรรบ้านเมือง และการสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นอย่างมาก

สมัยพระเจ้าวิชุลราชาธิปัต (พ.ศ. ๒๐๔๔-๒๐๖๓) บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบ กษัตริย์ทรงเอาใจใส่ทำนุบำรุงพุทธศาสนา ได้สร้างวัดวาอารามต่าง ๆ เช่น สร้างวัดบรมมหาราชวังเวียงทอง วัดวิชุลราช เพื่ออัญเชิญพระบางจากเวียงคำมาประดิษฐานที่วัดนี้ ต่อมาทรงสร้างวัดโพธิ์สบ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชธิดาที่ได้สวรรคตไป ในรัชสมัยพระเจ้าโพธิสารราช (พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๐) พระองค์เป็นผู้เคร่งครัดทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงมีพระราชโองการให้พลเมืองเลิกนับถือผีสางเทวดา เลิกทรงเจ้าเข้าผีทั่วพระราชอาณาจักร ทรงให้รื้อศาลหลวง ศาลเจ้าผีเสื้อเมืองทรงเมือง และให้หันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน ทรงสร้างวัดสุวรรณเทวโลกแต่เนื่องจากประเพณีการนับถือผีนั้นมีมานานมาก และได้ฝังเข้าไปในจิตใจของประชาชนทั่วไป จึงยากที่จะเลิกอย่างเด็ดขาดได้ ครั้นต่อมาทางอาณาจักรล้านนาว่างกษัตริย์ปกครอง จึงได้อัญเชิญเจ้าไชยเชษโฐหรือ เชษฐวังโส พระโอรสของพระเจ้าโพธิสาร ไปครองนครล้านนา เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๘๙ พระเจ้าโพธิสารเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๐ ด้วยถูกช้างล้มทับขณะประพาสป่า ทรงกลับนครได้เพียง ๓ สัปดาห์ก็สวรรคต เมื่อสวรรคตแล้ว พระโอรสทั้งหลายต่างแย่งชิงราชสมบัติกัน อาณาจักรลาวได้แตกเป็น ๒ ฝ่าย คือ อาณาจักรฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้ พระเจ้าไชยเชษโฐแห่งล้านนา จึงยกทัพตีกรุงล้านช้าง และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตที่ประดิษฐานอยู่ที่วัด        บุปผาราม เชียงใหม่ รวมทั้งพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงค์) และพระแก้วขาวไปด้วย

เมื่อเสด็จถึงล้านช้าง ทรงยึดราชสมบัติจากเจ้าครองนครทั้งสองได้ ด้วยความเกรงกลัวของเจ้าครองนครทั้งสอง จึงทรงครองนครทั้งสองซึ่งเรียกว่า กรุงศรีสัตนาคตหุต พระองค์จึงขึ้นครองราชสมบัติ นับเป็นมหาราชองค์ที่ ๒ ของลาว ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงพระนามว่า “พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช” พระพุทธศาสนาในยุคของพระเจ้าเชษฐาธิราช นับว่ามีความเจริญสูงสุด ทรงได้สร้างวัดสำคัญมากมาย ในกำแพงเมืองมีวัดอยู่ประมาณ ๑๒๐ วัด และยังได้สร้างวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต ที่นำมาจากเมืองเชียงใหม่ ในสมัยนี้ได้มีการแต่งวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น สังสินชัย การเกต พระลักพระราม เป็นต้น สมัยนี้ราชอาณาจักรไทยได้มีความสัมพันธ์ลาวอย่างแน่นแฟ้น ได้ร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับพม่า ได้สร้างเจดีย์ “พระธาตุศรีสองรัก” ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เพื่อเป็นอนุสรณ์ แห่งความเป็นพี่เป็นน้องกัน ของสองอาณาจักร พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองเชียงคำมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ได้ประดิษฐานพระแก้วมรกต และพระแซกคำ (พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงค์) ไว้ที่เวียงจันทน์ เรียกว่าเวียงจันทน์ล้านช้างส่วนพระบางประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงทอง จึงได้ชื่อว่าหลวงพระบางมาจนถึงบัดนี้ บางครั้งก็เรียกชื่อว่าล้านช้างหลวงพระบาง และได้สร้างวัดเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตขึ้นเป็นพิเศษ พระองค์ได้ทรงสร้างพระธาตุหลวง ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นยอดเยี่ยมของลาวเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๙ ซึ่งต่อมาได้ถูกพวกปล้นจากยูนานทำลายเสียหายไปมาก

นอกจากพระองค์จะได้ทรงสร้างพระธาตุ อื่น ๆ และพระพุทธรูปสำคัญ ๆ อีกมากมาย เช่น พระเจ้าองค์ตื้อ ที่เวียงจันทน์ พระเจ้าองค์ตื้อ ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย พระเสริม พระสุก พระใส พระอินทร์แปลง พระองค์แสน ทรงสร้างวัดพระธาตุ ที่จังหวัดหนองคาย และพระธาตุที่จมน้ำโขงอยู่ พระธาตุบังพวน อำเภอเมืองหนองคาย สร้างวัดศรีเมือง จังหวัดหนองคาย และพระประธานในโบสถ์ นามว่า พระไชยเชษฐา พระศรีโคตรบูร ที่แขวงคำม่วน พระธาตุอิรัง ที่แขวงสุวรรณเขต (สุวรรณเขต) พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และทรงปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม เป็นต้นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงประคับประคองนำราชอาณาจักรล้านช้างผ่านพ้นภัยการเป็นเมืองขึ้นของพม่าไปได้ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ แม้ว่าในขณะนั้นอาณาจักรล้านนา (เสียแก่พม่า พ.ศ. ๒๑๐๑) และอาณาจักรศรีอยุธยา (เสียแก่พม่า พ.ศ. ๒๑๐๗) ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว แต่หลังจากพระองค์สวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๑๔ พอมาถึง พ.ศ. ๒๑๑๗-๒๑๑๘ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ยกทัพมาตีลาวและได้รับชัยชนะ และทรงนำโอรสองค์เดียวของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชซึ่งประสูติในปีที่สวรรคต ไว้เป็นประกันที่หงสาวดีด้วย

ต่อจากนั้นมาหลายปีแผ่นดินลาวก็วุ่นวายด้วยเรื่องราชสมบัติ จนพ.ศ. ๒๑๓๔ พระเถระเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ จึงได้ประชุมกันลงมติให้ส่งทูตไปเชิญเจ้าชายหน่อแก้วโกเมน ซึ่งเป็นตัวประกันอยู่ประเทศพม่ากลับมาครองราชย์ และในเวลานั้นพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตลง พม่าเริ่มอ่อนแอลง และเจ้าหน่อแก้วโกเมนขึ้นครองราชย์สมบัติ พ.ศ. ๒๑๓๕ และประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่าต่อไป พระเจ้า  สุริยวงศาเป็นกษัตริย์ที่มีความปรีชาสามารถ และเข้มแข็ง สามารถปกครองให้ลาวสงบเรียบร้อยได้ ในสมัยนี้วัฒนธรรมรุ่งเรือง ศิลปกรรม ดนตรี ประติมากรรมต่าง ๆ เจริญแพร่หลาย

หลังจากสิ้นราชกาลพระเจ้าสุริยวงศา ใน พ.ศ. ๒๒๓๕ อาณาจักรลาวได้แตกเป็น ๒ อาณาจักร คือ เมืองหลวงพระบาง กับ เมืองเวียงจันทน์ ทั้ง ๒ อาณาจักร ต่างระแวงกัน และคอยหาโอกาสแย่งชิงอำนาจกัน จนถึงกับไปผูกมิตรกับต่างประเทศเพื่อกำจัดกันและกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งเข้ากับพม่า ฝ่ายหนึ่งเข้ากับไทย หรือฝ่ายหนึ่งเข้ากับไทย ฝ่ายหนึ่งเข้ากับญวน เป็นต้น จนในที่สุดเมื่อไทยสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นมิตรกับหลวงพระบางกู้เอกราชจากพม่าได้แล้ว ก็ยกทัพมาตีเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของพม่า เข้ายึดครองได้ในพ.ศ.๒๓๒๑ และได้นำเอาพระแก้วมรกตไปยังอาณาจักรไทยด้วย อาณาจักรเวียงจันทน์ได้สลายตัวลงเป็นดินแดนของไทยใน พ.ศ. ๒๓๗๑ ส่วนอาณาจักรหลวงพระบางซึ่งเป็นเมืองออกของไทยได้ส่งทูตไปอ่อนน้อม และมอบบรรณาการแก่เวียดนาม พ.ศ. ๒๓๗๔ กลายเป็นข้ออ้างของฝรั่งเศส ผู้เข้ายึดครองเวียดนามในสมัยต่อมา ที่จะเข้าครอบครองลาวต่อไปด้วย อาณาจักรลาวได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสโดยลำดับ เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ จนหมดสิ้นใน พ.ศ. ๒๔๔๗ ลาวถูกฝรั่งเศสครอบครองอยู่ ๔๕ ปี จึงได้เอกราชกลับคืนโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒ มีชื่อเป็นทางการว่า “พระราชอาณาจักรลาว”

พุทธศาสนาในประเทศลาวปัจจุบัน ได้กำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและมีพระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับในอดีตของประเทศไทย(รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันมิได้กำหนดว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งขณะนี้องค์กรพระพุทธศาสนาหลายองค์กรกำลังเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ระบุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติให้ชัดเจน)[๖]

 

 

 

 

๒.๓ การปกครองคณะสงฆ์

มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประมุข คล้ายกับมหาเถรสมาคมในไทยสมเด็จพระสังฆราชประเทศลาว มีหน้าที่ปกครองเจ้าคณะแขวงทั้งหลายในพระราชอาณาจักร เป็นผู้ถูกเลือกจากจำนวนพระภิกษุ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการราชการเป็นผู้เสนอ การเลือกตั้งก็ทำเป็นตัวหนังสือใส่ซองปิดและประทับตราครั่ง โดยให้เจ้าแขวงทั้งหลายเป็นผู้นำส่งเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ โดยการตั้งสมเด็จพระสังฆราชออกเป็นพระราชโองการตามคำเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีความแตกต่างกับประเทศไทย คือ การตั้งสมเด็จพระสังฆราชของไทย พระมหากษัตริย์จะทรงพิจารณาเลือกเองโดยตรง

กฎหมายของสงฆ์ประเทศลาว พ.ศ.๒๕๐๒ เห็นชอบโดยเจ้าศรีสว่างวงศ์ของลาว มีความคล้ายคลึงเช่นเดียวกับประเทศไทย ในเรื่องต่างๆ เช่น การกำหนดสมณศักดิ์โดยมีการกำหนดไว้ดังนี้

๑. พระยอดแก้ว (เทียบสมเด็จพระสังฆราช)

๒. พระลูกแก้ว (สมเด็จพระราชาคณะ)

๓. พระหลักดำ (พระราชาคณะ)

๔. พระครู

๕. พระซา

๖. พระสมเด็ด

นอกจากนี้ยังกำหนดตำแหน่งสงฆ์เป็นชั้นๆ ดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช

๒. เจ้าคณะแขวง (เทียบเท่าจังหวัดของไทย)

๓. เจ้าคณะไทย (เทียบเท่าอำเภอ)

๔. เจ้าคณะดาแสง (เทียบตำบล)

๕. เจ้าอธิการวัด (เทียบเจ้าอาวาส)

และกฎหมายฉบับนี้ ได้แบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับสงฆ์ดังต่อไปนี้

หมวดที่ ๑             ชั้นสมณศักดิ์และตำแหน่งสงฆ์  (ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น)

หมวดที่ ๒            การจัดตั้งตำแหน่งสงฆ์ (ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น)

หมวดที่ ๓             หน้าที่ของภิกษุสามเณรและเจ้าคณะ

หมวดที่ ๔             ว่าด้วยการจะอุปสมบทในพระพุทธศาสนา

หมวดที่ ๕             ว่าด้วยหนังสือสำหรับตัวของภิกษุสามเณร

หมวดที่ ๖             ว่าด้วยการย้ายที่ของภิกษุและสามเณร

หมวดที่ ๗             ว่าด้วยการลงโทษ

หมวดที่ ๘                      บทบัญญัติสุดท้าย ว่าด้วยการแต่งตั้งที่ปรึกษาศาสนาเพื่อเป็นที่ปรึกษาของรัฐ

๒.๔ การศึกษาคณะสงฆ์ในประเทศลาว

การศึกษาของพระสงฆ์ในประเทศลาวมีความคล้ายคลึงกับการศึกษาของพระสงฆ์ในประเทศไทยอย่างมาก ในหลายด้าน ทั้งด้านวิธีการเรียนการสอน สถาบันศึกษาทางด้านศาสนา

เนื่องจากพระเถระลาวส่วนมากได้รับการศึกษาด้านศาสนศึกษาจากไทย จึงจัดวางการศึกษาตามแบบไทย คือ มีการเรียนภาษาบาลี แบ่งเป็นประโยค ๓ ถึงประโยค ๙ เหมือนกันต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีการวางระบบการเรียนเป็นขั้นๆดังนี้

๕.๔.๑ ขั้นประถมบาลี (เตรียมประถม, ประถมตรี, ประถมโท, ประถมเอก เท่ากับประโยค ๓)

๕.๔.๒ ขั้นมัธยมบาลี (มัธยมตรี-โท-เอก เท่ากับ ประโยค ๔-๕-๖)

๕.๔.๓ ขั้นอุดมบาลีบริบูรณ์ (มีขั้นเตรียมมหาวิทยาลัย แล้วเข้าโรงเรียนบาลีชั้นสูง แบ่งออกเป็น อุดมตรี-โท-เอก เท่ากับประโยค ๗-๘-๙ ตามลำดับ)

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๗ รัฐบาลได้ปรับปรุงการศึกษาของพระสงฆ์ให้เข้ากับการศึกษาของคฤหัสถ์ คือ แบ่งเป็น ๓ ขั้นดังนี้

๑. ประถมศึกษา ๖ ปี (ตอนต้น ๓ ปี และตอนปลาย ๓ ปี)

๒. มัธยมศึกษา ๔ ปี

๓. สถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนา ๓ ปี (การศึกษา ขั้นประถม และมัธยมของ

พระสงฆ์อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงธรรมการ ส่วนขั้นสูง คือ สถาบันการศึกษา พระพุทธ-

ศาสนาอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ)

สำหรับสถาบันทางการศึกษาพระพุทธศาสนาของลาวนั้น มีสถานที่ศึกษาพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับ มหาจุฬาฯ, มหามงกุฏฯ ของไทย ตั้งอยู่ที่วัดองตื้อมหาวิหาร ผู้ที่เรียนจบสถาบันจะได้รับประกาศนียบัตรของกระทรวงศึกษาธิการและมีสิทธิได้รับเรียกชื่อว่า “มหา” หลักสูตรที่เรียนมีทั้งพระปริยัติธรรมและวิชาการสมัยใหม่ เช่น บาลี, สันสฤต, ลาว, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, วิทยาศาสตร์ เป็นต้น ตลอดจนโหราศาสตร์ เรียนจบสถาบันฯ แล้วจะต้องอยู่ปฏิบัติงานในภิกษุอย่างน้อย ๒ ปี จึงจะลาสิกขาได้

 

 

 

๒.๕   บทบาทพระสงฆ์ในประเทศลาว

ปัญหาพระพุทธศาสนาในลาวมีสภาพที่น่าเป็นห่วงหลายอย่าง ปัญหาต่างๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กล่าวคือ แม้ประชาชนจะมีศรัทธา   หนักแน่น มั่นคง ในพระศาสนา และคณะสงฆ์ การทำบุญให้ทาน รับศีล ฟังธรรมและเข้าวัดปฏิบัติธรรมยังมีอยู่อย่างแพร่หลาย วัดและพระสงฆ์ได้รับการอุปถัมภ์บำรุงเป็นอย่างดี ชาวชนบทเชื่อฟังพระสงฆ์ยิ่งกว่าผู้ปกครองบ้านเมือง แต่ความเลื่อมใสและการแสดงศรัทธาเหล่านี้ส่วนมากอยู่ในรูปประเพณี และมีมากในคนรุ่นเก่า แต่ภาวะที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนกำลังเสื่อมถอยลง ภิกษุสามเณรมักเป็นผู้บวชมาจากถิ่นชนบทที่ขาดการศึกษา บทบาทของพระสงฆ์ที่สัมพันธ์กับชุมชนน้อยลง มีครูแพทย์พยาบาลข้าราชการ ตลอดจนนักการเมืองเข้ามาเป็นผู้นำแทน ความเชื่อถือยำเกรงต่ออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็น้อยลง   ในตัวเมืองการอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ลักษณะที่กล่าวมานี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกันในขณะที่เกิดความเสื่อมถอยอยู่นั้นก็มีพระสงฆ์นักพัฒนา คือ พระมหาปาล อานนโท แห่งวัดพุทธวงศ์บำหลวง นครเวียงจันทร์ ผู้มีความคิดริเริ่มปรับปรุงพื้นฟูกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด พร้อมไปกับดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคมปัจจุบันด้วย ท่านเป็นผู้เผยแพร่พร้อมกับเป็นนักกรรมฐาน ทางราชการก็ถวายความยอมรับในเวลาเดียวกันท่านได้ตั้งสำนักกรรมฐาน โรงเรียนอภิธรรม โรงเรียนสงเคราะห์เด็กกำพร้าอนาถา ตั้งโรงเรียนอบรมศีลธรรมพุทธยุวชนลาว (คล้ายกับโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในไทย)  ตั้งพุทธสมาคมชื่อ “มหาพุทธวงศา” และได้ออกวารสารจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ธรรมต่างๆ ด้วย บทบาทของพระมหาปาล อานนโท ทำให้พระสงฆ์ทั่วไปเอาใจใส่งานเผยแพร่และสงเคราะห์มากขึ้น การเผยแพร่ก็เน้นหลักธรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์มากขึ้น มีการร่วมมือกับศาสนาอื่นมากขึ้น ทำให้สามารถหยุดสภาวะเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนาได้ การติดต่อทางความสัมพันธ์ด้านศาสนาพุทธกับประเทศไทยเริ่มดีขึ้นโดยมีพระสงฆ์ลาวได้เดินทางเยี่ยมเยียนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ พ.ย.–๓ ธ.ค. พ.ศ.๒๕๓๐ โดยการอาราธนาของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมกับโครงการสันติภาพเพื่อการพัฒนา และคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาคณะสงฆ์ลาวได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชได้เยี่ยมชมและพบปะสนทนากับพระเถรานุเถระฝ่ายไทยจึงทำให้สภาวการณ์พระพุทธศาสนาในลาวเปลี่ยนแปลงจากสถานที่เสื่อมถอยกลับมาเจริญรุ่งเรืองเคียงคู่กับเพื่อนบ้านอย่างไทยและพม่ามากขึ้นตามลำดับ

 

บทที่ ๓

อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในประเทศลาว

 

๓.๑  ด้านการเมืองและการปกครอง

พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแยกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด พุทธศาสนาในประเทศลาวนั้น เมื่อเสื่อมโทรมก็เนื่องจากได้รับการบีบคั้น ทำลายจากทางการเมือง เช่นในคราวที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการเมืองประเทศลาว ได้ทำการปฏิวัติใหม่ ได้ทำลายล้างสถาบันสำคัญของประเทศ ได้แก่สถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย์ มีพระสงฆ์ถูกฆ่าตายจำนวนมากมาย บางส่วนต้องลาสิกขาออกมาเพื่อเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก็ได้รับการสนับสนุนจากทางการเมืองเช่นเดียวกัน ทั้งที่ปรากฏในอดีตและปัจจุบัน บทบาทของพุทธศาสนาในยุคคอมมิวนิสต์ครอบครอง ได้แก่การเอาพระสงฆ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เนื่องจากพระสงฆ์เป็นผู้ที่ประชาชนให้ความเคารพเชื่อถือโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขณะนั้นได้ให้พระสงฆ์เผยแผ่แนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ไปในขณะเทศบรรยาย ไดัจัดให้มีการปาฐกถาในที่ต่าง ๆ โดยมีพระสงฆ์ร่วมอยู่ด้วยในการเผยแผ่แนวคิดคอมมิวนิสต์นั้น ถูกบังคับให้ประยุกต์คำสอนทางพุทธศาสนาเข้ากับคำสอนของคอมมิวนิสต์ พระสงฆ์หลายรูปจำเป็นต้องทำตาม บางรูปขัดขืนก็จะถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ในปัจจุบันนี้ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบพระพุทธศาสนาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐเป็นอย่างดี มีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาของสงฆ์ขึ้น เป็นวิทยาลัยสงฆ์ เช่นวิทยาลัยสงฆ์ประจำกรุงเวียงจันทน์ เป็นต้น

ในยุคระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองสูงสุดของประเทศอย่างแน่นแฟ้น พระมหากษัตริย์เป็นผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา และทนุบำรุงศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งยังใช้อำนาจในการแต่งตั้งพระสังฆราชประมุขฝ่ายศาสนจักรด้วย

ในยุคสังคมนิยมจนถึงปัจจุบัน พระพุทธศาสนายังคงเป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั่วไปของประเทศ ประชาชนยังประกอบบุญกุศลให้ทาน รักษาศีล บำเพียรภาวนา เข้าวัดสวดมนต์ ประกอบศาสนาพิธีอยู่เป็นนิจ ฝ่ายคณะผู้บริหารประเทศก็ยังให้การสนับสนุนกิจกรรมบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่เสมอมา

 

 

 

๓.๒ ด้านการศึกษา และวรรณกรรม

พระพุทธศาสนามีอิทธิพลในการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศโดยรวมเป็นอย่างมาก เนื่องจากคณะสงฆ์มีส่วนในการให้การศึกษาแก่เยาวชนในขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ของชนบทห่างไกล โดยมีพระภิกษุเป็นครูสอน ในสมัยอดีตก่อนที่โรงเรียนของรัฐบาลมีครอบคลุมทั่วประเทศ ชาวชนบทนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนที่วัด โดยการเป็นศิษย์วัดบ้าง บวชเรียนบ้าง จึงคล้ายกับประเทศไทยในอดีต แม้ปัจจุบันรัฐบาลลาวก็มีโรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่ประชาชนมากขึ้น แต่คณะสงฆ์ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้ เช่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนา (คล้ายโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ของไทย) เป็นต้น

ในด้านการศึกษาในปัจจุบัน  ทรงส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เจริญก้าวหน้าจนมีนักปราชญ์สามารถแต่งคัมภีร์ฎีกาต่าง ๆ มากมาย มีวรรณคดีลาวเกิดขึ้นหลายเรื่อง เช่น  สังศิลป์ชัย  อินทรญาณสอนลูก  ปู่สอนหลาน  หลานสอนปู่  พระลักพระลาม  เป็นต้น

๓.๓  ด้านสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อ

ด้านพระพุทธศาสนา เดิมประชาชนชาวลาวนับถือผี ต่อมาเมื่อเปลี่ยนนับถือศาสนาพุทธ มีการปฏิบัติตามประเพณี พิธีกรรม ประจำ ชีวิต เช่น การเกิด การบวช การแต่งงาน และการตาย นอกจากนี้ยังมีการปฏิบัติตามฮีตสิบสอง ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีการสู่ขวัญ ถ้าเป็นพิธีทางศาสนาประชาชนชาวลาวจะร่วมกันปฏิบัติ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาตลอดมา

พระพุทธศาสนาได้ก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นในสังคมชาวลาว พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของวัฒนธรรมประเพณี ความคิด ความเชื่อของประชาชนลาว พิธีกรรมและวันสำคัญต่าง ๆ เช่น ประเพณีทำบุญธาตุหลวง เป็นประเพณีประจำชาติที่เชิดหน้าชูตาของประเทศลาว

ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมและหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา จึงทำให้สังคมสงบเรียบร้อย มีการให้การศึกษาแก่ภิกษุ สามเณร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และการพัฒนาจิตใจของประชาชน เช่น ปัจจุบันพระพุทธศาสนายังช่วยให้เกิดวรรณกรรมพื้นบ้านและวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาของลาว เช่น วรรณกรรมเรื่องปูสอนหลาน  หรือหลานสอนปู่

พระพุทธศาสนาในลาวมีลักษณะคล้ายกันมากกับพระพุทธศาสนาในไทยเพราะความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์  ลาวได้รับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากไทยโดยตรง เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกัน ภาษาพูดคล้ายกัน บรรพบุรุษเดียวกัน ทั้งยังมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ต้องสัมพันธ์กัน พร้อมกับความรู้สึกที่เป็นบ้านพี่เมืองน้อง โดยเฉพาะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า เจริญกว่าเป็นเอกราชและมีความมั่นคงกว่า ยิ่งทำให้ลาวพร้อมที่จะเป็นฝ่ายรับทุกอย่างจากไทยแทบจะเป็นการถ่ายทอดลอกเลียนไปเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังเป็นไปตลอดเวลาด้วย ไม่ว่าจะเป็นดูละครไทย  อ่านหนังสือไทย   ฟังวิทยุไทย  ชอบเพลงไทย  ดาราไทย  ไปศึกษาต่อที่เมืองไทย  โดยเฉพาะทางด้านพระสงฆ์เป็นไปอย่างกว้างขวางและแน่นแฟ้นจนแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง

ดังนั้นกิจการทางด้านพระศาสนาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองของ คณะสงฆ์  ศาสนศึกษา ระเบียบแบบแผน ตลอดจนแนวคิด และวัตรปฏิบัติทั่วไปของคณะสงฆ์ในลาว จึงเหมือนและคล้ายคลึงกับไทย มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดทางด้านพระพุทธศาสนากันตลอดมา

 

๓.๔ ด้านศิลปวัฒนธรรม

ได้เกิดมีศิลปกรรมประติมากรรม สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนามากมาย ล้วนมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นพระพุทธศาสนายังมีบทบาทในการสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่นในชุมชนต่าง ๆ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของชุมชนในด้านให้คำปรึกษา ช่วยเหลือด้านการสงเคราะห์ปัจจัยสี่แก่ประชาชน วัดได้เป็นศูนย์กลางการพบปะของชาวบ้านและทางราชการ มีอิทธิพลต่อสังคมรวมของประเทศลาวในด้านต่างๆ ดังนี้

๓.๓.๑ อิทธิพลต่อศิลปกรรมประเพณี จิตรกรรม และปฏิมากรรม ตัวอย่างเช่น การปั้นหรือหล่อพระพุทธรูป การสลักประตู หน้าต่างของวัด วิหารตามวัดในลาวมีการสอดแทรกคติธรรมแนวพุทธ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังไว้ได้ศึกษา

๓.๓.๒  อิทธิพลต่อพิธีกรรมประเพณี เนื่องจากพระพุทธศาสนาได้เข้าไปเผยแพร่ในลาวเป็นเวลานานหลายร้อยปีล่วงมาแล้ว จึงซึบซาบเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก พิธีกรรมต่างๆ ที่สืบทอดจนเป็นวัฒนธรรมของลาว ส่วนใหญ่จึงเป็นพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ จะมีพิธีนอกแนวพระพุทธศาสนาบ้างเพียงเล็กน้อย

๓.๓.๓   อิทธิพลต่ออุปนิสัยใจคอและบุคลิกภาพชาวลาว พระพุทธศาสนาได้ช่วยหล่อ

หลอมอุปนิสัยใจคอ และบุคลิกภาพชาวลาวให้ความรัก เมตตา กรุณา เอื้ออาทร และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

๓.๓.๔ งานประเพณีต่างๆ ตลอดปีของลาวทั้งหมดเป็นงานประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาเรียกกันว่า ฮีตสิบสอง โดยคำว่า “ฮีต” หมายถึง จารีต และ “สิบสอง” หมายถึง เดือนทั้ง ๑๒ เดือนในรอบหนึ่งปีชาวหลวงพระบางมีงานประเพณีครบทั้งสิบสองเดือนในหนึ่งปี

 

 

 

เดือนอ้าย : บุญเข้ากรรม
ช่วงที่จัด : เดือนธันวาคม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาว
ลักษณะงาน : จุดประสงค์ของงานนี้เพื่อให้พระภิกษุ เข้าพิธีกรรมปลงอาบัติด้วยการอยู่ใน              เขตที่จำกัด เพื่อชำระจิตใจให้สะอาด

เดือนยี่ : บุญคูณลาน
ช่วงที่จัด : หลังฤดูเก็บเกี่ยว
ลักษณะงาน : ก่อนที่จะนำข้าวที่นวดแล้วไปเก็บในยุ้งข้าว จะมีการทำบุญขวัญข้าว มีการนิมนต์พระภิกษุมาสวดเป็นสิริมงคล และเป็นนิมิตรหมายที่ดีให้ปีต่อๆไปทำนาเกิดผลดียิ่งๆ ขึ้น

เดือนสาม : บุญข้าวจี่ ช่วงที่จัด : หลังงานมาฆะบูชา
ลักษณะงาน :  ชาวนาจะนำข้าวจี่หรือข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว ปั้นเป็นก้อนเท่าไข่เป็ดทาเกลือ นำไปเสียบไม้ย่าง จากนั้นตีไข่ทาให้ทั่วแล้วย่างจนไข่สุกและถอดไม่เสียบออกนำน้ำตาลอ้อยยัดลงตรงกลางเป็นไส้ นำถวายพระสงฆ์ในช่วงที่หมดฤดูทำนาแล้ว เพื่อเป็นการทำบุญ

เดือนสี่ : บุญพระเวส
ช่วงที่จัด : เดือนสี่ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้
ลักษณะงาน : งานบุญพระเวสหรืองานบุญมหาชาติ เช่นเดียวกับงานฟังเทศพระเวสสันดรชาดก อันเป็นชาดกที่ยิ่งใหญ่   ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่ประดับประดาโรงธรรมด้วยดอกไม้      ใช้ดอกบัวประดับธรรมมาสน์ มีการจัดรูปขบวนแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีออกจากป่าเข้า          ในเมือง  ไปสิ้นสุดที่พระอุโบสถ มีการเทศน์มหาเวสสันดรตลอดวัน

เดือนห้า : บุญสงกรานต์
ช่วงที่จัด : ตรุษสงกรานต์
ลักษณะงาน : นับเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดและยังถือเป็นวันปี

ใหม่ของลาวเช่นเดียวกับของไทย โดยเฉพาะประเพณีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ยังเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในภาคเหนือของประเทศไทย
วันแรกของงานเรียกว่า “วันสงขารล่อง” ชาวหลวงพระบางจะไปจับจ่ายซื้อของและธงรูปพระพุทธเจ้า เพื่อไปปักกองเจดีย์ทรายริมแม่น้ำโขง ตกเย็นมีการลอยกระทง ภายใน              กระทง   บรรจุกล้วย ขิง ข้าวดำ ข้าวแดง ดอกไม้ ใบพลู ธูป เทียน ดอกดาวเรือง  ผม                 และเล็บของผู้ลอย อธิษฐานให้ทุกข์โศกโรคภัยลอยไปกับกระทง
วันที่สอง เรียกว่า “วันเนา” ช่วงเช้ามีการแห่รูปหุ่นเชิดปู่เยอ ย่าเยอ และสิงห์แก้ว             สิงห์คำ ช่วงบ่ายขบวนแห่ซึ่งนำโดยปู่เยอย่าเยอ ผู้เฒ่าผู้แก่ หัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ขบวนพระสงฆ์ นางสงกรานต์(นางวอ) ขี่สัตว์พาหนะบนรถแห่ ปู่เยอ ย่าเยอก็จะฟ้อนรำ อวยพรให้ลูกหลาน

วันที่สาม เรียกว่า “วันสังขารขึ้น” ชาวหลวงพระบางทำข้าวเหนียวนึ่งและนมลูกกวาด พากันเดินขึ้นภูษี ภูเขาสูงกลางเมืองหลวงพระบาง      ระหว่างเดินจะวางข้าวเหนียว และขนมไว้ตามหัวเสาบันไดจนถึงองค์พระธาตุ     วิธีการนี้เรียกว่าเป็นการตักบาตรภูษี    มีการโยนข้าวเหนียวลงป่า ข้างองค์พระธาตุเป็นการให้ทาน ช่วงบ่ายมีขบวนแห่นางสังขารและอัญเชิญ     ศีรษะท้าวกบิลพรหม  จากวัดเชียงทองไปยังวัดวิชุน มีการสรงน้ำพระที่วัดวิชุน

วันที่สี่ นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งมีการแห่พระบาง พระพุทธรูปคู่เมืองหลวงพระบาง ปีหนึ่งจะอัญเชิญออกมาให้ชาวเมืองสรงน้ำ พระบางนี้จะประดิษฐานอยู่ที่วัดใหม่เป็นเวลา ๓                 วัน ๓ คืน จาก นั้นจะอัญเชิญกลับหอพิพิธภัณฑ์เหมือนเดิม

เดือนหก : บุญบั้งไฟ
ช่วงที่จัด : เดือนหกก่อนฤดูกาลทำนามาถึง ย่างเข้าฤดูฝน
ลักษณะงาน : คล้ายกับงานบุญบั้งไฟของภาคอีสาน จุดประสงค์เพื่อบูชาหลักเมือง และขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ปีใดที่ไม่มีการทำบุญบั้งไฟเชื่อว่าปีนั้นจะเกิดเภทภัยต่างๆ และ  เป็นสัญญาณว่าฤดูการทำนาจะเริ่มต้นแล้ว นับเป็นงานที่กระทำกันมาแต่โบราณ

เดือนเจ็ด : บุญซำฮะ
ช่วงที่จัด : เดือนเจ็ด
ลักษณะงาน : งานเล็กๆ แต่สำคัญ จุดประสงค์เพื่อเป็นการชำระล้างเสนียดจัญไร ที่จะเกิดกับบ้านเมือง เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข

เดือนแปด : บุญเข้าพรรษา
ช่วงที่จัด : วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
ลักษณะงาน : เป็นการเริ่มต้นฤดูเข้าพรรษาเหมือนชาวไทย พระสงฆ์จะหยุดออกบิณฑบาตรเป็นเวลา ๓ เดือนตามพุทธบัญญัติ นับแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นไป  ในวันแรกนี้จะมีการทำบุญกันที่วัดต่างๆ

เดือนเก้า : บุญห่อข้าวประดับดิน การส่วงเฮือ และการล่องเฮือไฟ
ช่วงที่จัด : เดือนเก้า
ลักษณะงาน : บุญห่อข้าวประดับดิน เป็นการทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณบรรพบุรุษ และวิญญาณไร้ญาติให้ออกมารับส่วนบุญ ชาวบ้านจะนำอาหารหวานคาว บุหรี่ หมาก พลู ใส่ลงในกรวยใบตองไปวางตามพื้นดินหรือใต้ต้นไม้บริเวณรั้วบ้าน รั้ววัด

การส่วงเฮือ ส่วง หมายถึง แข่งขัน       เฮือ หมายถึง เรือ    เป็นงานบุญแข่งเรือประจำเดือนเก้า ทุกคุ้ม(หมู่บ้าน) จะนำเรือเข้าแข่งขัน ในอดีตการแข่ง               เรือถือเป็นการฝึกซ้อมฝีพายเพื่อต่อสู้ข้าศึก

ที่มาทางน้ำ ปัจจุบันนับเป็นงานบุญที่สนุกสนาน        งานหนึ่งของชาวหลวงพระบาง

เดือนสิบ : บุญข้าวสาก
ช่วงที่จัด : วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
ลักษณะงาน : จุดประสงค์ของการจัดงานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คนตายหรือเปรต ห่างจากงานวันบุญข้าวประดับดิน ๑๕ วัน อันเป็นเวลาที่เปรตต้องกับไปยังที่อยู่ของตน ประเพณีคล้ายคลึงกับประเพณีทำบุญส่งตายายทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะจังหวัดนคร    ศรีธรรมราช

เดือนสิบเอ็ด : บุญออกพรรษา
ช่วงที่จัด : วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
ลักษณะงาน : เป็นงานตักบาตรเทโว มีการจัดอาหารไปถวายพระภิกษุสามเณร มีการกวนข้าวทิพย์ (กระยาสารท) ถวาย มีการถวายผ้าจำนำพรรษาและปราสาทผึ้ง โดยการนำไม้ไผ่       มาสานเป็นรูปปราสาท ตกแต่งสวยงาม จัดขบวนแห่ปราสาทผึ้งไปถวายพระในตอนค่ำเพื่อ                อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ   และในวันออกพรรษาดังกล่าวจะมีบั้งไฟพญานาค เป็นบุกไฟสีแดงอมชมพู ไม่มีเสียง ไม่มีควัน ไม่มีเปลว ขึ้นตรง ไม่โค้ง และดับกลางอากาศในขณะตกลงมา  ลูกไฟนี้จะขึ้นมาเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้น

เดือนสิบสอง : บุญกฐิน
ช่วงที่จัด : แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ – เดือนเพ็ญ เดือน ๑๒
ลักษณะงาน : เป็นการถวายผ้าแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษามาตลอดช่วงเข้าพรรษา นับเป็นงาน

บุญที่กระทำกันมาแต่โบราณ  ประเพณีดังกล่าวข้างต้นมีความคล้ายคลึงกับประเพณีของไทยภาคต่างๆ กัน ทั้งภาคเหนือ ภาค อีสาน และภาคใต้ของไทย อาทิเช่น งานบุญสงกรานต์ มีความคล้ายคลึงกับประเพณีทางภาคเหนือของไทยโดยที่วันทำบุญประเพณียังคงเรียกชื่อเหมือนกันด้วย ส่วนประเพณีที่เหมือนกับทางภาคอีสาน คือประเพณีบุญบั้งไฟ งานบุญเข้าพรรษา การล่องเรือไฟ งานบุญออกพรรษา  และความเหมือนกับประเพณีทางภาคใต้ของไทย คืองานบุญเดือนสิบที่อุทิศส่วนกุศลให้กับคนตายหรือเปรต แต่ภาคใต้ของไทยจะเรียกว่า งานเดือนสิบ หรืองานบุญส่งตายาย หากพิจารณาโดยภาพรวม จะเห็นว่างานบุญประเพณีของลาวจะเหมือนกับของไทยภาคอีสานมากที่สุด สันนิษฐานว่า ในช่วงที่ลาวตกเป็นเมืองประเทศราชของไทยร่วมหลายร้อยปี ได้รับอิทธิพลด้านประเพณีวัฒนธรรมจากไทย และแม้เมื่อได้รับเอกราชหลังจากการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ทั้งรัฐบาลลาว หรือผู้ปกครองประเทศเอง ไม่ได้มีการต่อต้านอย่างรุนแรง การที่มีพื้นที่ภูมิประเทศใกล้กัน และยังมีการติดต่อสื่อสารกันเป็นประจำไม่ว่าในด้านการค้าขาย การท่องเที่ยวทำให้มีการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

๓.๕ ด้านสถาปัตยกรรม, ศาสนสถาน

รัชสมัยของเจ้าฟ้างุ้มเต็มไปด้วยศึกสงคราม ทำให้ชาวลาวที่มีนิสัยรักสงบเกิดความเบื่อหน่าย จึงพร้อมใจกันขับเจ้าฟ้างุ้มออกจากราชบัลลังก์ แล้วอภิเษกพระโอรสทรงพระนามว่า พญาสามแสนไท ขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามตามจำนวนชายฉกรรจ์ที่สำรวจได้ในปี ๑๙๑๙ และทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งกรุงศรีอยุธยา ทำให้มีการจัดระเบียบบ้านเมืองตามแบบวิธีการที่ได้รับจากไทยเป็นอันมาก พญาสามแสนไท ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เช่นทรงสร้างวัดมโนรมย์ วัดอุโบสถ  หอสมุด  โรงเรียนพระปริยัติธรรม  และทรงเจริญพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา  ตลอดจนกัมพูชา  เวียดนาม  ถือได้ว่าสมัยนี้เป็นสมัยแห่งการจัดสรรบ้านเมือง และการสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นอย่างมาก

ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าโพธิสาร (๒๐๖๓-๒๐๙๐) พระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนผู้เคร่งครัด ทรงพยายามชักจูงประชาชนให้เลิกนับถือผีสางเทวดา ไสยศาสตร์  การทรงเจ้าเข้าผีต่าง ๆ ทรงให้รื้อศาลเจ้าหลวง  ศาลเจ้าผีเสื้อทรงเมือง ให้หันมานับถือพุทธศาสนาแทนแต่เนื่องจากประเพณีการนับถือผีได้ฝังรากลึกมานาน จึงไม่สามารถถ่ายถอนออกไปจากความคิดจิตใจของชาวลาวได้ ความพยายามของพระองค์ไม่ได้ผล การนับถือผีจึงปรากฏจนทุกวันนี้  พระองค์ยังทรงทำนุบำรุงศาสนาโดยทรงสร้างวัดวิชุลราชเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระบาง และยังทรงสร้างวัดโพธ์สบเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชธิดาที่สิ้นพระชนม์ลงแต่ทรงพระเยาว์

ต่อมาปลายรัชสมัยราวพ.ศ. ๒๐๘๙ พระเจ้าพรหมราชกษัตริย์แห่งล้านนาสวรรคตขาดรัชทายาท มีผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์หลายพวก มีหลักฐานอ้างไว้ ๒ ทางคือ พระเจ้าโพธิสารอ้างสิทธิในราชบัลลังก์โดยการที่มีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงเชียงใหม่ ทรงยกทัพไปปราบผู้อ้างสิทธิรายอื่น ๆ ได้หมด ทางล้านนาจึงส่งทูตมาทูลเชิญพระองค์ไปครองราชย์ที่เชียงใหม่พระองค์จึงส่งพระโอรสชื่อ เจ้าเชษฐวังโสไปครองอาณาจักรล้านนา แต่อีกหลักฐานกล่าวว่าพระเจ้าโพธิสารมีมหาสีเป็นเจ้าหญิงเชียงใหม่ ทางฝ่ายล้านนาจึงส่งทูตมา ทูลขอพระโอรส คือ เจ้าเชษฐวังโส ชนมายุ ๑๒ พรรษาไปครองราชย์ ณ นครเชียงใหม่ [๗]

ต่อมา พ.ศ. ๒๐๙๐ พระเจ้าโพธิสารทรงประสบอุบัติเหตุในการล่าสัตว์เสด็จสวรรคต เกิดเหตุวุ่นวายในการสืบราชสมบัติ ล้านช้างแตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย  ฝ่ายเหนือ (เหนือเชียงคานขึ้นไป)

และฝ่ายใต้ (ใต้เชียงคานลงมา)  เจ้าเชษวังโส จึงเสด็จกลับไปจัดการเรื่องเมืองล้านช้างให้สงบโดยได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดบุปผารามเชียงใหม่ และพระพุทธสิหิงค์ พระแก้วขาวมาด้วย ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๐๙๑ ทรงพระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช และไม่เสด็จกลับเชียงใหม่อีก แต่ทรงให้เจ้าไทยใหญ่ชื่อ เมกุฏิ ขึ้นครองล้านนาแทน

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงเป็นมหาราชองค์ที่ ๒ ของลาว ทรงเป็นวีรบุรุษสงคราม ขณะนั้นกษัตริย์พม่าคือ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้รบชนะกรุงศรีอยุธยาและล้านนา แต่ไม่สามารถล้านช้างได้ แม้พระองค์จะทรงเชี่ยวชาญในการสงคราม แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่ดีเลิศ พระพุทธศาสนาในสมัยของพระองค์รุ่งเรืองที่สุด ทรงสร้างวัดและพระพุทธรูปสำตัญหลายองค์ เช่นวัดป่าฤาษีสิงขร  วัดป่ากันทอง  วัดหนองยาง  พระธาตุศรีโคตรบูร  พระองค์ตื้อ  พระสุก  เป็นต้น

พระเจ้าไชยเชษฐธิราชทรงผูกมิตรกับกรุงศรีอยุธยาและขอท้ายเทพกษัตรีย์ พระราชธิดาของพระมหาจักรพรรดิไปอภิเษก[๘] แต่ถูกกองทัพพม่าซุ่มสกัดนำไปถวายพระเจ้าบุเรงนอง  อนุสรณ์แห่งไมตรีอันแน่นแฟ้นระหว่างอาณาจักรทั้งสอง ได้แก่  พระธาตุศรีสองรัก ที่พระไชยเชษฐากับพระมหาจักรพรรดิได้ร่วมกันสร้างขึ้นที่อำเภอด่านซ้าย  จังหวัดเลย มีพิธีทำบุญร่วมกันทุกปีในวันเพ็ญเดือน ๖ และคำว่า ศรี หมายถึง  กรุงศรีอยุธยา  และศรีสัตนาคนหุต

ต่อมาพระองค์ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  เพื่อร่วมกับกรุงศรีอยุธยาต่อสู้กับพม่า  จึงได้ทรงนำพระแก้วมรกตและพระแซกคำ ไปประดิษฐานที่เวียงจันทน์ และได้ทรงสร้างพระธาตุหลวง อันเป็นสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมของลาวไว้เป็นเกียรติประวัติสืบมา

หลังจากรัชสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแล้ว บ้านเมืองก็ปั่นป่วนวุ่นวายตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่ระยะหนึ่ง และยังมีเรื่องวุ่นวายภายในเรื่องราชสมบัติ จนพระเจ้าสุริยวงศา  ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๑๘๐ จึงกลับสงบสุขอีก พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปรีชาสามารถและเข้มแข็ง  นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของลาว[๙] ตลอดรัชกาลอันยาวนานถึง ๕๕ ปี บ้านเมืองสงบเรียบร้อยทั้งภายในและภายนอก ศิลปะ  วัฒนธรรม  สถาปัตยกรรม  ดนตรี  ประติมากรรม  จิตรกรรม ช่างต่าง ๆ เจริญแพร่หลาย และมีสัมพันธไมตรีกับประเทศฮอลันดาและอยุธยา

 

๓.๖ ด้านเศรษฐกิจ

อิทธิพลพุทธศาสนาด้านเศรษฐกิจนั้น ด้านหลักธรรมที่ใช้ในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ความขยัน ประหยัด อดออมนั้น ดูจะไม่แตกต่างจากประเทศไทยนัก เพราะเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมประเพณีไม่แตกต่างกันนัก แต่ลักษณะของประเทศลาวปัจจุบันอยู่ในฐานะประเทศปิด ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นการพึ่งพาตัวเองมากกว่าการพึ่งพาจากต่างประเทศ เศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นระบบเกษตรกรรม.

ประเทศลาวใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นเวลานาน ทำให้เศรษฐกิจที่ผ่านมา ซบเซาประสบปัญหาความยุ่งยาก ปัญหาความยากจน การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค ปัญหาเงินเฟ้อ และปัญหาการบริหารงาน และการผลิตที่ไร้ประสิทธิภาพ รัฐบาลลาวจึงได้ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี ประชาชนลาวส่วนมากยึดหลักแนวคำสอนสมเด็จ   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เศรษฐศาสตร์มัชฌิมาปฏิปทามีองค์ของมรรคสำคัญ คือ สัมมาอาชีวะ และยังมีข้อปฏิบัติอื่นๆ อีก เช่น มีมตัญญุตา (การพอดีรู้จักประมาณในการบริโภค) เป็นต้น ข้อปฏิบัติตามแนวคำสอนขององค์ศาสดาที่กล่าวข้างต้น ทำให้เศรษฐกิจของลาวมีการบริโภคเพื่อสนองตอบความต้องการของชีวิตอย่างพอใจในความเป็นอยู่ที่เป็น อาจมีความต้องการบริโภคของฟุ่มเฟือยบ้างเป็นธรรมดาของปุถุชนที่ยังไม่เป็นอริยชน อาจกล่าวได้ว่าความเป็นอยู่ของชาวลาวด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจในชนบทต่างจังหวัดของประเทศไทย เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาระบบเกษตรกรรม

 

บทที่ ๔

 

สรุปและข้อเสนอแนะ

 

.๑  บทสรุป

 

จากการศึกษาวิเคราะห์พระพุทธศาสนาในประเททศลาว ทําให้ได้ทราบถึงข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อประเทศลาว                เมื่อได้ศึกษาถึง ๒ ประเด็นดังกล่าวนี้  ทำให้ได้รู้ถึงความเป็นมาต่าง ๆ มากมาย  กล่าวคือทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวที่มีสายสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง มายาวนาน  มีวัฒนธรรมประเพณี ต่าง ๆ ไม่แตกต่างกันมากนัก

ด้านพระพุทธศาสนาในประเทศลาวเดิมนับถือพุทธศาสนาแบบมหายานมาก่อน เมื่อถูกจีนรุกราน จึงได้กลับมานับถือผีสางเทวดาดังเดิม  พระพุทธศาสนาเถรวาทได้เข้าสู่ประเทศลาวไปยังอาณาจักรล้านช้าง โดยได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าฟ้างุ้ม ช่วงปี พ.ศ. ๑๙๐๒  ต่อมาช่วงปี พ.ศ. ๒๐๔๔-๒๐๖๓ พระเจ้าวิชุลราชาธิปัต  ได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนา ได้สร้างวัดวาอารามต่าง ๆ เช่น สร้างวัดบรมมหาราชวังเวียงทอง วัดวิชุลราช เพื่ออัญเชิญพระบางจากเวียงคำมาประดิษฐานที่วัดนี้ ต่อมาทรงสร้างวัดโพธิ์สบ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชธิดาที่ได้สวรรคตไป ในรัชสมัยพระเจ้าโพธิสารราช (พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๐) พระองค์เป็นผู้เคร่งครัดทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงมีพระราชโองการให้พลเมืองเลิกนับถือผีสางเทวดา เลิกทรงเจ้าเข้าผีทั่วพระราชอาณาจักร ทรงให้รื้อศาลหลวง ศาลเจ้าผีเสื้อเมืองทรงเมือง และให้หันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน

พระพุทธศาสนาในยุคของพระเจ้าเชษฐาธิราช นับว่ามีความเจริญสูงสุด ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองเชียงคำมาอยู่ที่เวียงจันทน์ เรียกว่าเวียงจันทน์ล้านช้างส่วนพระบางประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงทอง จึงได้ชื่อว่าหลวงพระบางมาจนถึงบัดนี้  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงประคับประคองนำราชอาณาจักรล้านช้างผ่านพ้นภัยการเป็นเมืองขึ้นของพม่าไปได้ ตลอดรัชสมัยของพระองค์

ด้านการปกครองคณะสงฆ์  ด้านการศึกษาคณะสงฆ์ในประเทศลาว   ของประเทศลาวมีความคล้ายคลึงเช่นเดียวกับประเทศไทย และบทบาทพระสงฆ์ในประเทศลาว มีติดต่อทางความสัมพันธ์ด้านศาสนาพุทธกับประเทศไทย โดยการอาราธนาของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมกับโครงการสันติภาพเพื่อการพัฒนา และคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาคณะสงฆ์ลาวได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชได้เยี่ยมชมและพบปะสนทนากับพระเถรานุเถระฝ่ายไทยจึงทำให้สภาวการณ์พระพุทธศาสนาในลาวเปลี่ยนแปลงจากสถานที่เสื่อมถอยกลับมาเจริญรุ่งเรืองเคียงคู่กับเพื่อนบ้านอย่างไทยและพม่ามากขึ้นตามลำดับ

อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในประเทศลาว  ด้านการเมืองและการปกครอง พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแยกไม่ได้ พุทธศาสนาในประเทศลาวนั้น เมื่อเสื่อมโทรมก็เนื่องจากได้รับการบีบคั้น ทำลายจากทางการเมือง เช่นในคราวที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการเมืองประเทศลาว ได้ทำการปฏิวัติใหม่ ได้ทำลายล้างสถาบันสำคัญของประเทศ ได้แก่สถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย์ มีพระสงฆ์ถูกฆ่าตายจำนวนมากมาย และเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก็ได้รับการสนับสนุนจากทางการเมืองเช่นเดียวกัน

ในยุคสังคมนิยมจนถึงปัจจุบัน พระพุทธศาสนายังคงเป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั่วไปของประเทศ ประชาชนยังประกอบบุญกุศลให้ทาน รักษาศีล บำเพียรภาวนา เข้าวัดสวดมนต์ ประกอบศาสนาพิธีอยู่เป็นนิจ ฝ่ายคณะผู้บริหารประเทศก็ยังให้การสนับสนุนกิจกรรมบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่เสมอมา

พระพุทธศาสนาในลาวมีลักษณะคล้ายกันมากกับพระพุทธศาสนาในไทย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เพราะความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์  ลาวได้รับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากไทยโดยตรง เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกัน ภาษาพูดคล้ายกัน บรรพบุรุษเดียวกัน ทั้งยังมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ต้องสัมพันธ์กัน พร้อมกับความรู้สึกที่เป็นบ้านพี่เมืองน้อง โดยเฉพาะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า เจริญกว่าเป็นเอกราชและมีความมั่นคงกว่า ยิ่งทำให้ลาวพร้อมที่จะเป็นฝ่ายรับทุกอย่างจากไทยแทบจะเป็นการถ่ายทอดลอกเลียนไปเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังเป็นไปตลอดเวลาด้วย ไม่ว่าจะเป็นดูละครไทย  อ่านหนังสือไทย   ฟังวิทยุไทย  ชอบเพลงไทย  ดาราไทย  ไปศึกษาต่อที่เมืองไทย  โดยเฉพาะทางด้านพระสงฆ์เป็นไปอย่างกว้างขวางและแน่นแฟ้นจนแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง

ดังนั้นกิจการทางด้านพระศาสนาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองของ คณะสงฆ์  ศาสนศึกษา ระเบียบแบบแผน ตลอดจนแนวคิด และวัตรปฏิบัติทั่วไปของคณะสงฆ์ในลาว จึงเหมือนและคล้ายคลึงกับไทย มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดทางด้านพระพุทธศาสนากันตลอดมา
.๒  ข้อเสนอแนะ

จากการศึกษาค้นคว้า พบว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับประเทศลาวมายาวนาน และมีความคลายคลึงกันหลาย ๆ ด้าน  เพื่อให้ความสันพันธ์ที่ดีต่อกันนี้ยังคงแน่นแฟ้นต่อไป ประเทศไทยก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างพรมแดน ไม่ขัดแย้งกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ ให้ความช่วยเหลือในฐานะที่ประเทศลาวเป็นประเทศที่ด้อยการพัฒนากว่า

หากประเทศไทยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี โดยนำคณะทูตประเทศไทย เผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นวงกว้าง  จัดตั้งมหาวิทยาพระพุทธศาสนาขึ้นที่ประเทศลาว ซึ่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นผู้นำทางด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาแล้ว หากจะนำการศึกษาเข้าสู่ประเทศลาว จะได้รับการสนับสนุนจากพระประเทศลาวได้ดีกว่า

 

 

 

บรรณานุกรม

. ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬาลงกรณราชวิทยาลัยุ.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

. ข้อมูลทุติยภูมิ

หนังสือ :

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตตฺโต). พระพุทธศาสนาในอาเซียุ พิมพ์ครังที่ ้๑, กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์ ธรรมสภา, ๒๕๔๐.

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). จาริกบญุ-จารึกธรรม พิมพ์ครังที่ ้๑๐ (ปรับปรุง-เพิมเติม่), กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิมพ์สวย จํากดั, ๒๕๔๗.

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครังที่ ๑๑,

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. พระธรรมปิฎก (ป.อ.

ปยุตฺโต). พจนานกรมพทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครังที่ ๑๒, กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.

ชิตมโน. พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ. กรุงเทพฯ: มหามกุฎราชวิทยาลัย. ๒๕๓๓

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระพุทธศาสนาในอาเซีย. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา, ๒๕๔๐.

พระมหาอุทัย ธมฺมสาโร. พระพุทธศาสนาและโบราณคดีในเอเซีย. กรุงเทพฯ: เฟื่องอักษร. ๒๕๑๖.

พระราชธรรมนิเทศ,(ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ. มหามกุฎราช

วิทยาลัย, ๒๕๓๖.

จำนงค์ ทองประเสริฐ. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์, กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์จิตตภาวันวิทยาลัย, ๒๕๑๔.

ผศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. พระพุทธศาสนานานาชาติ พระนักศึกษา ป.บส. รุ่นที่๑ ปีการศึกษา ๒๕๔๗, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๗.

เสถียร โพธินันทะ. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฉบับมุขปาฐะ เล่ม ๒ กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช

วิทยาลัย. ๒๕๓๕.

 


[๑] The Lao People’s Democratic Republic หรือ Lao PDR.

[๒] การตักบาตรเช้าแบบลาวจะใส่เฉพาะข้าวเหนียวและขนมหวาน ส่วนกับข้าวนั้นจะนำปิ่นโตไปถวายที่

วัดในภายหลัง

[๓] ข้อมูลจากสารนิเทศเว็บไซต์ WWW.th.wigipedia.org เดือนสิงหาคม ๒๕๔๙  และ

สารนิเทศเว็บไซต์ WWW.ezytrip.com เดือนสิงหาคม ๒๕๔๙

 

[๔] ชิตมโน, พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ, (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓) หน้า

 

 

 

 

 

 

 

[๕] ชิตมโน. พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ. (กรุงเทพฯ: มหามกุฎราชวิทยาลัย. ๒๕๓๓)

[๖] พระราชธรรมนิเทศ,(ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. (กรุงเทพฯ. มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖.)

[๗] จำนง  ทองประเสริฐ , ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ , (จิตตภาวันวิทยาลัย ๒๕๑๔) หน้า ๒๖๓.

 

[๘] เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฉบับมุขปาฐะ ภาค ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๓ , (กรุงเทพฯ :มหามกุฎราชวิทยาลัย , ๒๕๔๐)หน้า๒๖๓.

[๙] พระเทพเวที (ประยุตธ์ ปยุต.โต) , พระพุทธศาสนาในเอเชีย , หน้า ๑๕๔.

 

About these ads

เกี่ยวกับ thaworn1907

รักสงบ
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s